https://www.msc.com/

DNV GL สถาบันจัดชั้นเรือและที่ปรึกษาชั้นนำในอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี ประกาศการรับรองมาตรฐานชั้นเรือใหม่ สำหรับระบบการแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ตู้สินค้า แก่สายการเดินเรือ MSC Mediterranean Shipping Company (MSC) ซึ่งได้ติดตั้งระบบแจ้งเตือนเพลิงไหม้ดังกล่าว บนเรือขนส่งตู้สินค้าตระกูล MSC Gülsün ซึ่งมีขนาดพื้นที่ระวางสินค้ามากกว่า 23,000 ทีอียู และถือเป็นเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน

สำหรับระบบแจ้งเตือนเพลิงไหม้ตู้สินค้า ‘FCS’ เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดที่ DNV GL ตั้งขึ้นสำหรับเรือขนส่งตู้สินค้าที่มีระบบจัดการแจ้งเตือนที่ดีโดยเฉพาะ ซึ่งมาตรฐานใหม่นี้มีเกณฑ์การพิจารณาจากแนวทางในการใช้งาน และอยู่ในระดับที่เหนือกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยตามที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล (SOLAS) กำหนด รวมไปถึงประเด็นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายและความเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการตรวจจับและรับมือกับเพลิงไหม้ในตู้สินค้า โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะถูกปรับใช้กับทั้งเรือขนส่งสินค้าที่ต่อขึ้นใหม่และเรือที่ถูกใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ บริษัทเจ้าของเรือสามารถตัดสินใจเลือกติดตั้งคุณสมบัติการแจ้งเตือนที่เหมาะสมกับเป้าหมายด้านความปลอดภัยของตน ก่อนที่จะประเมินประสิทธิภาพและเลือกเทคโนโลยีที่จะช่วยให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้มากที่สุด โดย DNV GL สามารถให้การสนับสนุนด้านการประเมินความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจว่าระบบนั้นๆ จะสามารถเติมเต็มประโยชน์การใช้งานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

Mr. Knut Ørbeck-Nilssen ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพาณิชยนาวี สถาบัน DNV GL กล่าวว่า “ในอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางทะเล เราจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกเสมอ แม้ว่าปัจจุบันเราจะให้ความสำคัญกับการออกแบบ การปฏิบัติการ รวมถึงประเด็นด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความปลอดภัยยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องยึดถือเป็นหลักสำหรับการตัดสินใจทุกครั้ง ดังนั้น เราจึงรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่มีโอกาสทำงานร่วมกับ MSC ซึ่งเป็นสายการเดินเรือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม ผ่านการลงทุนออกแบบเรือตระกูล MSC Gülsün อีกทั้ง เรายังมุ่งหวังที่จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการด้านความปลอดภัยต่อไปอีกในอนาคต โดยระบบแจ้งเตือนเพลิงไหม้ตู้สินค้าใหม่นี้จะช่วยให้ทั้งบริษัทเจ้าของเรือและผู้ปฏิบัติการสามารถทำงานร่วมกับอู่ต่อเรือและนักออกแบบ เพื่อดึงประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้งานให้ตรงตามความต้องการและจัดการรับมือกับความเสี่ยงจากเพลิงไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”