เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นสายการเดินเรือรายใหม่ในอุตสาหกรรมการขนส่งตู้สินค้า ซึ่งเกิดจาก การรวมตัว ของ สายการเดินเรือสัญชาติญี่ปุ่น รายใหญ่ระดับโลก ทั้งหมดสามราย ได้แก่ สายการเดินเรือ MOL, “K” Line และ NYK โดยจากการควบรวมธุรกิจการให้บริการขนส่งตู้สินค้าและธุรกิจท่าเทียบเรือร่วมกัน ทั้งสามสายการเดินเรือจะปฏิบัติการภายใต้บริษัทใหม่ที่ชื่อว่า ‘Ocean Network Express หรือ (ONE)’

เป็นที่ทราบกันดีว่า การรวมตัวกันของสายการเดินเรือทั้งสามราย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นคู่แข่งทางการค้า ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือ การมีผู้นำที่สามารถนำพาบริษัทก้าวข้ามความท้าทายที่ต้องเผชิญในอนาคต

นิตยสาร LM ได้รับเกียรติจาก Mr. Jeremy Nixon อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการเดินเรือ NYK ซึ่งได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ONE Line มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเบื้องหลังการรวมตัวกันของสายการเดินเรือรายใหม่ วิสัยทัศน์ และแนวทางในอนาคตของ ONE Line รวมไปถึงสิทธิประโยชน์และโอกาสต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับจากการรวมตัวบริษัทเป็นสายการเดินเรือ ONE Line

ตู้สินค้าชุดแรกของ ONE ได้รับการขนส่งมายังท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2018 ชมภาพได้ที่นี่

Combining Forces

การร่วมมือและการควบรวมธุรกิจในอุตสาหกรรมสายการเดินเรือ กลายเป็นเหตุการณ์ปกติในตลาดการขนส่งสินค้าทางทะเลที่ปัจจุบันกำลังเผลิญกับภาวะพื้นที่ระวางสินค้าล้นตลาด ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาความสามารถทางการแข่งขันและประคับประคองกิจการให้สามารถดำเนินต่อได้ในอุตสาหกรรมฯ อย่างราบรื่น ซึ่งสายการเดินเรือหลายแห่งได้ค้นพบว่า การควบรวมธุรกิจน่าจะเป็นทางออกที่ช่วยให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถขยายความสามารถในการให้บริการได้ โดยการควบรวมธุรกิจช่วยให้สายการเดินเรือสามารถขยายบริการให้ครอบคลุมที่หมายมากขึ้น และเพิ่มความถี่ของบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การควบรวมธุรกิจยังช่วยกำจัดความไม่แน่นอนในซัพพลายเชน ซึ่งหมายความว่า ผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่างมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและมีความสามารถในการก้าวผ่านความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตลาดโลกได้

เมื่อเราตัดสินใจที่จะร่วมมือกัน เราก็ต้องร่วมกันดำเนินการหลายๆ อย่าง เพราะหลังจากที่เราจัดการด้านกิจกรรมทางธุรกิจ และประเด็นเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของสายการเดินเรือทั้งสามรายเรียบร้อยแล้ว ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการดำเนินการ และความเห็นพ้องในประเด็นอื่นๆ ก็จะง่ายขึ้น

ด้วยเหตุนี้ สายการเดินเรือสัญชาติญี่ปุ่น รายใหญ่ทั้งสามราย จึงมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน และได้ตัดสินใจร่วมกันว่า การควบรวมธุรกิจกันจะเป็นวิธีการที่ทำให้ธุรกิจการขนส่งตู้สินค้าทางเรือสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ โดยภายหลังการควบรวมธุรกิจเรือขนส่งตู้สินค้าแล้ว เว็บไซต์ Alphaliner ระบุว่าสายการเดินเรือ ONE Line จะมีพื้นที่ระวางสินค้าทั้งหมด 1.4 ล้านทีอียู กลายเป็นสายการเดินเรือที่มีขนาดพื้นที่ระวางสินค้ามากเป็นอันดับหกของโลก ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 7 เปอร์เซ็นต์ ในตลาดโลก

Mr. Jeremy Nixon ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONE Line
Mr. Jeremy Nixon ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONE Line

จากข้อมูลตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากองเรือของสายการเดินเรือใหม่รายนี้ไม่ใช่กองเรือที่มีขนาดเล็กเลย Mr. Nixon กล่าวว่า “หลายคนคิดว่าการรวมตัวกันของสายการเดินเรือทั้งสามรายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยาก และบ่อยครั้งมักมีคนตั้งคำถามว่า เป็นไปได้จริงหรือที่ สายการเดินเรือสัญชาติญี่ปุ่น ขนาดใหญ่ทั้งสามรายจะสามารถรวมตัวกันได้ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าการรวมตัวกันของสามสายการเดินเรือขนาดใหญ่มันต้องมีอุปสรรค แต่เราต้องเลือกที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างชัยชนะร่วมกัน หรือเลือกจะเดินล้มคนเดียว เมื่อเราตัดสินใจที่จะร่วมมือกัน เราก็ต้องร่วมกันดำเนินการหลายๆ อย่าง เพราะหลังจากที่เราจัดการด้านกิจกรรมทางธุรกิจ และประเด็นเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นของสายการเดินเรือทั้งสามรายเรียบร้อยแล้ว ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการดำเนินการ และความเห็นพ้องในประเด็นอื่นๆ ก็จะง่ายขึ้น”

Mr. Nixon กล่าวเสริมว่า “เราไม่ได้ทำการรวม ‘บริษัทนี้’ เข้ากับ ‘บริษัทนั้น’ ไม่ครับ เรากำลังสร้างบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อว่า ‘ONE’ ต่างหาก การเปิดบริษัทใหม่นี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับทุกคน บุคลากรทุกคนและทรัพย์สินทุกชิ้นของสายการเดินเรือทั้งสามราย จะปฏิบัติการภายใต้ชื่อเดียวกัน ภายใต้ระบบเดียวกันและมีทีมบริหารเดียวกัน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2018 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการก่อตั้งบริษัทใหม่ แต่เราก็เคารพและนับถือแนวทางของบริษัทเดิม การรวมตัวครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าคุณจะทำงานกับบริษัทเดิมมานานเท่าไหร่ เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเราจะเริ่มใหม่ร่วมกันตั้งแต่วันแรก และปฏิบัติการภายใต้ชื่อสายการเดินเรือใหม่ร่วมกัน”

Lesson Learned

“การที่เราจะเดินไปข้างหน้าได้นั้น บางครั้งก็ต้องหันมองย้อนกลับไปดูข้างหลังด้วย” Mr. Nixon กล่าว “คุณต้องเรียนรู้บทเรียนจากอดีต เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต ตัวผมเองมีประสบการณ์ในการควบรวมธุรกิจทั้งหมดสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อ P&O Nedlloyd ซึ่ง Maersk ได้เข้าซื้อกิจการ ผมคิดว่าประสบการณ์ดังกล่าวถือเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า บทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ต่างๆ ทำให้เราเรียนรู้ว่า เราเป็นเหมือนผู้ให้บริการในเส้นทางการค้าต่างๆ และลูกค้าไม่ได้เตรียมใจรับมือกับการเปลี่ยนแปลงหลังเราควบรวมธุรกิจ ดังนั้น เมื่อสายการเดินเรือทั้งสามรายของเราควบรวมธุรกิจกัน เราต้องทำให้กระบวนการทำงานทุกอย่างราบรื่นมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนและธุรกิจของลูกค้า ทีมบุคลากรทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศของเราต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราทุ่มเททั้งเวลาและความตั้งใจในการวางแผนและดำเนินการโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ผมมองว่า กุญแจสำคัญของเราคือ การที่เรามีบุคลากรที่มีความสามารถ มีการวางแผนที่ดี และทุกคนล้วนตั้งใจและมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้ตรงตามแผนงานมากที่สุด”

Mr. Nixon กล่าวเสริมว่า “แม้ว่าปัจจุบัน เรามุ่งขยายธุรกิจให้ใหญ่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด แต่เราก็มีความยืดหยุ่นและให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็วด้วย เพราะท้ายที่สุด หน้าที่ที่เป็นพื้นฐานหลักของบริษัทเราก็คือการให้บริการลูกค้า และความพึงพอใจในการได้รับบริการของลูกค้าก็คือความสำคัญสูงสุดของบริษัทเรา แม้ว่าเราจะก่อตั้งบริษัทใหม่พร้อมกับแนวคิดใหม่ แต่เราก็ไม่ได้ละทิ้งแนวคิดเดิม เรายังรักษาวัฒนธรรมการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับหนึ่งอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของสายการเดินเรือทั้งสามรายอยู่แล้ว เรายังคงยึดถือแนวคิดนั้น และให้บริการลูกค้าด้วยความใส่ใจเป็นอันดับหนึ่งเช่นเดิม”

เราทุ่มเททั้งเวลาและความตั้งใจในการวางแผนและดำเนินการโครงการต่างๆ ให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ผมมองว่า กุญแจสำคัญของเราคือ การที่เรามีบุคลากรที่มีความสามารถ มีการวางแผนที่ดี และทุกคนล้วนตั้งใจและมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้ตรงตามแผนงานมากที่สุด

Moving Forward

นอกจากนี้ ONE Line ยังเลือกที่จะก่อตั้งสำนักงานใหญ่ให้อยู่นอกญี่ปุ่น โดยเลือกที่จะตั้งอยู่ที่ Marina Bay ใน Singapore ซึ่งการก่อตั้งสำนักงานนอกประเทศที่เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการนั้น เป็นไปตามทิศทางที่บริษัทหลายรายได้เริ่มปรับตัว โดยมีทั้งการย้ายศูนย์ปฏิบัติการหลักไปยัง Hong Kong หรือ Singapore

อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวยังถือว่าค่อนข้างใหม่สำหรับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งจากประสบการณ์การปฏิบัติการในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำ NYK มาเป็นเวลานาน ทำให้ Mr. Nixon เห็นการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด โดยกล่าวว่า “ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากได้ขยายธุรกิจออกนอกญี่ปุ่น อย่างที่ทราบกันดีในธุรกิจสายการเดินเรือว่า โดยส่วนใหญ่จะให้บริการทั้งไปและกลับจากญี่ปุ่น ลูกค้าสัญชาติญี่ปุ่นก็ย้ายบริษัทจำหน่ายวัตถุดิบและศูนย์กลางการผลิตออกนอกญี่ปุ่นเช่นกัน ตลาดของผู้บริโภคก็ย้ายไปยังพื้นที่อื่นๆ นอกเหนือจากญี่ปุ่นด้วย หากมองตามหลักประวัติศาสตร์ บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นมักย้ายสำนักงานตามฐานลูกค้า ซึ่งหมายความว่า บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นต่างร่วมมือกันขยายองค์กรในระดับโลก และทำให้ธุรกิจของญี่ปุ่นขยายครอบคลุมไปทั่วโลก ซึ่งเกิดเป็นคำถามว่าเราจะสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์จากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นบริษัทระดับโลก ให้กลายเป็นบริษัทระดับโลกที่เป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว และผมคิดว่า การที่เราตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยเน้นย้ำว่าบริษัทของเราเป็นบริษัทระดับโลกอย่างแท้จริง”

Mr. Jeremy Nixon ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ONE Line

Global Capabilities

เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน ท่ามกลางตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ สายการเดินเรือ ONE Line ได้ให้ความสำคัญกับการขยายบริการระยะไกลไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่เครือข่าย The Alliance ให้การสนับสนุนเป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า สายการเดินเรือสัญชาติญี่ปุ่นมีการปฏิบัติการในเส้นทาง Intra-Asia และแปซิฟิกค่อนข้างแข็งแกร่ง และยังเป็นพื้นที่ที่ ONE Line ให้บริการอย่างครอบคลุมเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าอีกด้วย ซึ่งความสามารถในการให้บริการแบบ point-to-point ให้บริการที่มีความถี่มากขึ้น และการให้บริการที่หมายใหม่ๆ เพื่อให้ครอบคลุมที่หมายใน ASEAN และ Intra-Asia จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับสายการเดินเรือรายใหม่นี้

Mr. Nixon ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นส่วนสำคัญของแผนการนี้ และไทยจะได้รับความสนใจมากขึ้นว่า “สายการเดินเรือทั้งสามรายมีประสบการณ์การปฏิบัติการในตลาดไทยมาเป็นเวลานาน และเราเองก็มีความตั้งใจที่จะรักษาแนวคิดนั้นต่อ ด้วยประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่เรามีในไทยมาเนิ่นนาน ทำให้เรามีรากฐานที่แข็งแกร่ง และเราก็มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งดังกล่าวต่อ เรามีความเชื่อมั่นอย่างมากว่าเราจะสามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมและสามารถผสานบริการทั้งหมดภายใต้บริษัทใหม่ของเราได้ เรามุ่งมั่นรักษาคุณภาพการให้บริการลูกค้าให้เป็นอันดับหนึ่ง และผสานกับเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมของเรา ด้วยเครือข่ายการให้บริการที่แข็งแกร่งของพันธมิตร The Alliance เราจะยังให้บริการเส้นทางตรงจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังยุโรปและชายฝั่งตะวันออกของอเมริกา รวมทั้ง US PNW, US PSW รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบริการในเส้นทาง Intra-Asia และ ASEAN ซึ่งเป็นพื้นที่ให้บริการของสายการเดินเรือทั้งสามรายอีกด้วย เรามีความมุ่งมั่นว่า ในปี 2018 ที่จะถึงนี้ เราจะสามารถขยายและยกระดับบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเราก็มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ปฏิบัติงานร่วมกับบุคลากรชาวไทยและลูกค้าในไทยของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะให้บริการที่ยอดเยี่ยมแก่ตลาดไทยได้”

หากลองถอยหลังและมองด้วยภาพที่ใหญ่ขึ้น จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่า บริษัทรายใหม่นี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป็นหลัก Mr. Nixon กล่าวว่า “ผมคิดว่า ทีมบุคลากรของเรามีความมุ่งมั่นอย่างมาก และเราก็มีความทุ่มเทในการก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่นี้ให้ประสบความสำเร็จ แม้ว่าลูกค้าจะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ถ้าเราสามารถปฏิบัติงานได้อย่างดีเยี่ยมและได้รับความไว้วางใจรวมทั้งความเชื่อมั่นจากลูกค้า นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเชื่อใจและเลือกใช้บริการกับเราในระยะยาว รวมทั้งนั่นยังเป็นตัวกำหนดว่าเราจะพัฒนาบริษัทไปในทิศทางใดในอนาคต ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนที่เราจะสามารถวิ่งได้ก็ต้องเริ่มหัดเดินก่อน ระยะเวลาอีกหกเดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาของการจัดการทางธุรกิจเพื่อปรับให้ทุกอย่างราบรื่นมากที่สุด เป้าหมายสูงสุดของเราคือ การได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการ และการได้รับความเชื่อใจในเรื่องของการให้บริการลูกค้า รวมทั้งความโดดเด่นของบริการและสินค้าของเราในอนาคต ซึ่งลูกค้าสามารถวางใจในคุณภาพที่ Ocean Network Express จะให้บริการได้”