ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีการแข่งขันที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น เราจะเห็นได้จากการขยายขอบข่ายการให้บริการของผู้ให้บริการโลจิสติกส์แต่ละบริษัท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่จะยกระดับความสามารถทางการแข่งขันในตลาดและการปรับตัวของบริษัทผู้ให้บริการ จนได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมไปถึงการขยายขีดความสามารถในการรองรับของบริการต่างๆ ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ๆ ที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกในอนาคต

บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD แบรนด์โลจิสติกส์และซัพพลายเชนครบวงจรสัญชาติไทย เริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกเมื่อปี 1979 โดยให้บริการขนย้ายบ้านและสำนักงานทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นต่อยอดขยายไลน์ธุรกิจให้มีการเติบโตต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลจิสติกส์กลุ่มสินค้าที่ต้องการความชำนาญเป็นพิเศษสามกลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอันตรายและเคมีภัณฑ์ สินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็น–แช่แข็ง และสินค้ากลุ่มยานยนต์ โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขยายการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบันให้บริการครอบคลุมครบทั้งเก้าประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว อินโดนีเซีย ไต้หวัน และล่าสุดในประเทศเวียดนาม ส่วนประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียจะดำเนินการผ่านเครือข่ายของ CJ Logistics จากประเทศเกาหลี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มีการวางแผนปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจขององค์กรใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมให้บริษัทฯ เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

นิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ JWD ตลอดปี 2019-2020 รวมถึงเป้าหมายสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจขององค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต โดยบริษัทฯ ประเมินว่าในอนาคตธุรกิจโลจิสติกส์ในส่วนของคลังสินค้าและการขนส่ง จะมีการปรับตัวและมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการควบรวมกิจการจากผู้ให้บริการระดับโลก รวมถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก ทาง JWD จึงวางเป้าหมายเพิ่มมูลค่าผ่านการบริการที่ครอบคลุมทั้งระบบซัพพลายเชน การจัดการตั้งแต่ต้นทางและปลายทางของกระบวนการโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับสู่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน’ (Asean Top Specialized Logistics & Supply Chain Solutions)

Commanding Position

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา บริษัท JWD มีรายได้รวม 3,208 ล้านบาท เติบโต 32.4 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ที่ทำได้ 2,423.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 252.1 ล้านบาท เติบโต 23.3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิในปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 204.5 ล้านบาท สำหรับในปี 2019 นี้ บริษัท JWD ตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20 เปอร์เซ็นต์ โดยบริษัทฯ ได้วางแผนการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน’ ผ่านกลยุทธ์สำคัญนั่นคือ การผนึกกำลังและสร้างเครือข่ายพันธมิตรข้ามชาติที่แข็งแกร่ง และการลงทุนที่สอดรับกับตลาดโลก

ภาพบรรยากาศงานแถลงข่าว JWD เปิดแผนยุทธศาสตร์ ทรานฟอร์มธุรกิจโลจิสติกส์ลุยทุกมิติ ขยายแนวรบบริการ “ฟู้ดซัพพลายเชน” เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา

คุณชวนินทร์ เปิดเผยว่าในวาระครบรอบ 40 ปี บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึง อิทธิพล Digital Disruption ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้สี่แกนหลักคือ

กลุ่ม 1 ธุรกิจโลจิสติกส์ โดยเพิ่มบริการที่หลากหลายเพื่อครอบคลุมบริการครบวงจรรองรับลูกค้าทั้งแบบ B2B และ B2C อาทิ การขนส่งเครื่องจักรกลหนักที่ตอบรับโครงการลงทุนต่างๆ ใน EEC บริการขนส่ง e-Commerce บริการ Self-Storage (ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า) และ JWD Art Space (บริการจัดเก็บและแสดงงานศิลปะครบวงจร) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์อื่นๆ เช่น การให้บริการท่าเทียบเรือ โดยปัจจุบันบริษัทฯ เริ่มให้บริการยกขนตู้รถไฟบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง

กลุ่ม 2 ธุรกิจอาหาร บริษัทฯ จะให้บริการ Food Supply Chain Solutions ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบสำหรับลูกค้า กระบวนการแปรรูปและจัดเตรียมวัตถุดิบพร้อมปรุง อาทิ ผักหั่นฝอย ไข่เหลวบรรจุขวด อบขนมปังและเบเกอรี่ สำหรับกลุ่มลูกค้า Quick Services Restaurants ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ บริการจัดเก็บและกระจายสินค้า รวมทั้งเป็นตัวแทนนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอาหารจากทั่วโลก

กลุ่ม 3 ธุรกิจไอที บริษัทฯ จะใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการพัฒนา และดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งพัฒนาด้านการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติที่สำคัญ (Business Intelligence) เพื่อใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางช่วยให้สามารถตัดสินใจในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ สามารถพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้า รวมทั้งสร้างให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า

กลุ่ม 4 ธุรกิจอินเวสต์เม้นต์ เน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจโลจิสติกส์ รวมทั้งการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต

คุณชวนินทร์ กล่าวว่า “โครงสร้างธุรกิจใหม่ของ บริษัทฯ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น ทิศทางต่อไปคือ การขยายบริการ Food Supply Chain เจาะเข้าไปในแต่ละประเทศ รวมถึงการขยายโอกาสไปในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีนและไต้หวัน”

โดยเหตุผลที่เลือกใช้ธุรกิจอาหารเป็นแฟลกชิปในการบุกตลาดประเทศต่างๆ เนื่องจากบริษัทฯ มีพันธมิตรแข็งแกร่งอย่าง CSLF ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการซัพพลายเชนอาหารรายใหญ่ของไต้หวันที่มีความเชี่ยวชาญมากว่า 30 ปี ทำให้สามารถขยายตลาดและสร้างรายได้ทันทีทั้งในอาเซียนและไต้หวัน เป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (ห้องเย็น) ที่มีอยู่ทั่วอาเซียน และธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์โลกด้วยอุปสงค์-อุปทานของแต่ละพื้นที่

“แผนการดังกล่าวเรียกว่า JWD ทรานฟอร์มธุรกิจจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ขั้นปลายน้ำ (บริการคลังและขนส่งสินค้า) ที่มีการแข่งขันราคาที่รุนแรง รุกไปสู่การเป็นผู้ให้บริการซัพพลายเชนแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบให้กับลูกค้า กระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้า การมีแบรนด์สินค้าอาหารในมือ รวมถึงแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์อื่นๆ อันถือเป็น ต้นน้ำของบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าและตอบโจทย์ผู้บริโภคไปพร้อมกัน”

นอกจากนี้ คุณชวนินทร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ JWD สามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายได้รวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการที่มีพันธมิตรข้ามชาติที่แข็งแกร่งในแต่ละบริการ เช่น การร่วมทุน CJ LOGISTICS จากเกาหลีใต้ การจัดตั้ง บริษัท CJL JWD Logistics เพื่อให้บริการโลจิสติกส์แบบ B2B โดยอาศัยเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ CJ และ B2C รองรับการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce ทำให้บริษัทสามารถขยายบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเทรนด์โลก โดยการทรานฟอร์มธุรกิจ JWD เริ่มมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2018 แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นแต่ก็ช่วยให้รายได้ของบริษัทในปี 2018 เติบโตถึง 32 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นตั้งแต่ปี 2019 นี้เป็นต้นไป