สหไทย เทอร์มินอล (PORT) หนึ่งในผู้นำการให้บริการท่าเทียบเรือและโลจิสติกส์แบบครบวงจร โชว์ผลประกอบการครึ่งปี 2562 รายได้โต 4.4% มีกำไร 56.72 ล้านบาท รุกขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องและประกาศจ่ายหุ้นปันผล เตรียมย้ายเข้า SET

คุณเสาวคุณ ครุจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหไทย เทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT กล่าวว่า “บริษัทฯมีความยินดีที่จะรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2562 โดยมีรายได้รวมเติบโต 4.4% เป็น 776.34 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 56.72 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวม 743.34 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 61.57 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2561

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวม 383.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.96% จากรายได้รวม 368.67 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากการปริมาณการให้บริการที่เพิ่มขึ้นจากหลายๆ กิจกรรม แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจในการนำเข้าและส่งออกลดลง ทำให้การให้บริการเรือใหญ่ (Feeder) ปรับลดลง ประกอบกับลูกค้าผู้ใช้บริการคลังสินค้าปลอดภาษีได้ย้ายกลับไปใช้คลังสินค้าของตนเอง จึงทำให้รายได้จากการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บตู้สินค้าและคลังสินค้าลดลง โดยทั้งสองกิจกรรมมีต้นทุนคงที่สูง จึงส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง จากกำไรสุทธิ 25.98 ล้านบาทในช่วงเดียวกัน เป็นกำไรสุทธิ  20.58 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีนี้

และในครั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้จ่ายปันผลเป็นหุ้นและเงินสด จากกำไรสะสมในอัตราหุ้นละ 0.055 บาท โดยจ่ายเป็นหุ้นปันผลอัตราการจัดสรร 10 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญปันผล โดยเศษของหุ้นให้จ่ายเป็นเงินสดหุ้นละ 0.05 บาท และจ่ายเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.005 บาท พร้อมทั้งให้เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติเพิ่มทุนจำนวน 29,899,720 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 298,999,981 บาท เป็นทุนจดทะเบียน จำนวน 328,899,701 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 59,799,440 หุ้น ซึ่งมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการจ่ายปันผลและปรับสิทธิวอแรนท์จากการจ่ายหุ้นปันผล และพิจารณาการขายคลังสินค้าปลอดภาษีให้กับ บมจ.สหไทยสตีลไพพ์ ซึ่งเป็นบุคคลเกี่ยวโยงกัน โดยได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่ารายการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทด้านกระแสเงินสดที่จะนำมาใช้หมุนเวียนเพิ่มสภาพคล่องให้กับกิจการ การนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในส่วนอื่นๆ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่อาจจะเกิดขึ้น และยังลดความเสี่ยงด้านการจัดหาผู้เช่า

คุณเสาวคุณ กล่าวเสริมว่า “ บริษัทมีแผนที่จะย้ายเข้า SET และจากคุณสมบัติหลายข้อที่ทางตลาดหลักทรัพย์กำหนด บริษัทก็มีความพร้อม หากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนเพื่อการจ่ายหุ้นปันผลและปรับสิทธิวอแรนท์ บริษัทจะมีทุนจดทะเบียน 328.90 ล้านบาท และทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 303.60 ล้านบาท ทำให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ย้ายเข้า SET ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และรองรับการเข้าลงทุนของนักลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น”