Swisslog’s Automation Movement Puts a Focus on Making Logistics Smarter

จุดกำเนิดของระบบอัตโนมัติ ได้หยั่งรากลึกย้อนไปถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในสมัยก่อน โรงงานผลิตสินค้ายังคงต้องใช้แรงงานฝีมืออยู่ การก้าวข้ามไปใช้นวัตกรรมและเครื่องจักรเป็นขั้นตอนที่เร่งขับเคลื่อนให้โลกมาถึงจุดที่เป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้

แม้ว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยีดูเหมือนจะพัฒนามาจนถึงขีดสุดแล้ว แต่ก็ยังมีช่องว่างสำหรับการสร้างสรรค์และพัฒนาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม วิธีการที่จะทำให้เราจะไปถึงขั้นที่เหนือกว่าเดิมได้นั้น ยังคงเป็นคำถามอยู่ นี่จึงเป็นโอกาสให้บริษัทอย่าง Swisslog เข้ามาเป็นผู้บุกเบิกในพื้นที่ดังกล่าว ในฐานะที่พวกเขาเป็นแรงผลักดันในอุตสาหกรรมอัตโนมัติมาโดยตลอด รวมไปถึงการสนับสนุนจากบริษัทแม่อย่าง KUKA ก็ช่วยให้พวกเขาสามารถมอบบริการได้อย่างครบครันทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมต่อช่องว่างไปสู่ยุคใหม่ของระบบอัตโนมัติ

นิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้รับเกียรติให้สัมภาษณ์จาก Dr. Christian Baur ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Swisslog เพื่อเปิดประตูสู่ธุรกิจของพวกเขา และเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมในภาพรวม ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง กอปรกับข้อมูลอันน่าค้นหาในของโลกของระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้เราได้เข้าใจถึงความสำคัญของภาคส่วนนี้ต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ได้ดียิ่งขึ้น

Delivering Solutions

Dr. Baur ได้กล่าวถึงประวัติการทำงานของเขาว่า “ผมได้เริ่มต้นอาชีพนี้ จากการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ที่ประเทศเยอรมนี จนถึงระดับปริญญาเอก หลังจากจบการศึกษา ผมได้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติในฐานะที่ปรึกษา โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมการผลิตและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ผมเข้าร่วมงานกับ KUKA ตั้งแต่ปี 2013 โดยรับผิดชอบหน้าที่ในการดูแลเรื่องการควบรวมและซื้อกิจการ รวมถึงการพัฒนาองค์กร ซึ่งทำให้ผมเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับ Swisslog และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าบริหาร และประธานเจ้าหน้าบริหารฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทแห่งนี้ เมื่อปี 2015 หลังจากการเข้าควบคุมกิจการอย่างเป็นทางการโดย KUKA”

ความสัมพันธ์ระหว่าง KUKA และ Swisslog เป็นไปได้อย่างลงตัวหลังจากที่ทั้งสองบริษัทผนวกเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้กลุ่มบริษัทฯ สามารถมอบบริการที่มีคุณภาพเหนือกว่าเดิมทั้งด้านสินค้าและโซลูชัน และสามารถยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านระบบอัตโนมัติที่ใช้ข้อมูลและหุ่นยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ พวกเขายังได้พบอีกว่า การทำงานร่วมกันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จใหม่ๆ อีกมากมาย

 “เรานำเสนอสินค้าและโซลูชันที่ครอบคลุมกว้างขวางให้แก่ลูกค้า” Dr. Baur กล่าว “หลังจากที่เราได้พูดคุยกับลูกค้า เกี่ยวกับความต้องการของพวกเขา ทีมงานของเราก็จะออกแบบแผนงานเฉพาะในการติดตั้งโซลูชันที่ดีที่สุดในระดับเดียวกันของเรา สำหรับหลายๆ ท่านที่ยังลังเลที่จะหันไปใช้ระบบอัตโนมัติในธุรกิจ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลตรงนี้ว่า จุดคุ้มทุนของเราจะอยู่ที่สี่ปีโดยเฉลี่ย โซลูชันของเราคือการลงทุน แต่ถือเป็นการลงทุนอย่างชาญฉลาด เพื่อที่จะได้มาซึ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อธุรกิจของท่าน”

Boots on the Ground

แม้ว่าสำนักงานใหญ่ของ Swisslog จะตั้งอยู่ในยุโรป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะละเลยตลาดเอเชียแต่อย่างใด ในทางกลับกัน Swisslog มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับภูมิภาคนี้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา และมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอยู่ที่กรุง Kuala Lumper ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งยังมีความเข้าใจถึงความแตกต่างของตลาดในเอเชีย พร้อมสนับสนุนและให้การฝึกอบรมแก่บุคลากรท้องถิ่นในพื้นที่บริการ

Dr. Baur กล่าวว่า “เราภูมิใจที่เรามีความผูกพันอันแน่นแฟ้นอยู่ใน Kuala Lumper แม้ว่าสำนักงานแห่งนี้จะมีพนักงานเกือบ 200 คนแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตในภูมิภาคนี้ต่อไป เรามีผลงานมากมายในเอเชีย ซึ่งตรงกับความต้องการของที่นี่ เรามองเห็นว่า ลูกค้าที่นี่ต้องการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีระดับโลกของเรา ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่า เรามีความใกล้ชิดกับลูกค้าอยู่พอสมควร โดยเราจะยังคงเดินหน้าวางแผนที่จะขยายงานของเราเพิ่มเติมต่อไป ตลอดระยะเวลาห้าปีที่เราเติบโตขึ้นมา ตอนนี้พนักงานในสำนักงานเอเชียของเราเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว”

แม้ว่าจะเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แต่ Swisslog ก็เข้าใจถึงความสำคัญของพนักงานผู้ปฏิบัติการในการติดตั้งและสนับสนุนลูกค้า การลงทุนในด้านทรัพยากรบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถมอบบริการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในเอเชีย นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจอย่างคลุกคลีกับลูกค้า ยังส่งผลให้ได้รับผลประโยชน์ในการพัฒนาแนวทางการติดตั้งระบบอัตโนมัติรูปแบบใหม่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

Dr. Baur ยังได้กล่าวถึงเรื่องราวความสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้ว่า “เรามีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ครอบคลุมแทบทุกความต้องการ อันเป็นผลลัพธ์จากประสบการณ์ที่ยาวนานตลอด 50 ปี ในการพัฒนาเทคโนโลยีแพเล็ต และสร้างนวัตกรรมสำหรับสินค้าน้ำหนักเบา ซึ่งหมายความว่า เรามีโซลูชันหลากหลายรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด รวมไปถึงเทคโนโลยีร้านค้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า

“เทคโนโลยีของเราสามารถเข้าถึงและเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานปลายทางได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น การได้ให้บริการอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเช่นนี้ ถือเป็นเอกลักษณ์ และเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางของระบบอัตโนมัติบนเส้นทางดิจิทัล”

Dr. Christian Baur

Swisslog ยังพัฒนาซอฟต์แวร์ SynQ ขึ้นมาสำหรับเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัทฯ เข้าด้วยกัน โดย Dr. Baur กล่าวถึงบริการนี้ว่า “แพลตฟอร์มมาตรฐานระดับโลกของเราที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มอิสระนี้ กำลังได้รับการพัฒนาพร้อมกันทั้งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และมาเลเซีย ผมมั่นใจว่าสิ่งนี้จะทำให้เราได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล เนื่องจาก เราสามารถกระจายงานต่างๆ ไปได้ทั่วโลก โดยอิงตามกำลังทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเรายังสามารถให้พนักงานที่ให้บริการลูกค้าในท้องถิ่นต่างๆ ปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะรายได้ ซอฟต์แวร์นี้ เป็นกุญแจที่ทำให้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ผู้ปฏิบัติการ และกระบวนการต่างๆ ทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน SynQ สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลเป็นองค์ความรู้ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ และพร้อมแล้วที่จะนำเราไปสู่ปฏิบัติการที่ดีกว่าและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งกว่าในอนาคต”

Breaking the Mold

เดิมทีระบบอัตโนมัติมักจะถูกติดตั้งอยู่ในพื้นที่ปิด หรือพื้นที่ที่มี ‘กำแพงล้อมรอบสี่ด้าน’ (four walls) อย่างเช่น โรงงาน และคลังสินค้า แต่ย่างก้าวต่อไปของเทคโนโลยี จะเป็นการก้าวผ่านพื้นที่ปิดเช่นนี้ ทั้งนี้ การที่ Swisslog เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอัตโนมัติมาตลอด ก็ส่งผลให้บริษัทมีจุดได้เปรียบในการเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

โดย Dr. Baur เผยว่า ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ คือจุดหมายถัดไปของวิวัฒนาการในอุตสาหกรรม “ในขั้นแรก ระบบอัตโนมัติแบบดั้งเดิมจะถูกติดตั้งเข้ากับการจัดวางลังบนแพเล็ต จากนั้นก็มีเครนยกสินค้าไปวางยังจุดที่กำหนด ก้าวต่อไปคือ การเชื่อมต่อเข้ากับระบบอัตโนมัติ ‘อัจฉริยะ’ หมายความว่า เครนยกสินค้าไปยังจุดหมายและสามารถเชื่อมโยงกับรถระบบนำทางอัตโนมัติ AGV (automated guided vehicle) ซึ่งสามารถตัดสินใจได้ว่าจะทำสิ่งใดต่อไป ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในแบบเรียลไทม์ นั่นคือยุคสมัยของระบบอัตโนมัติอัจฉริยะในอนาคต”

หัวใจสำคัญของการทำงานในรูปแบบนี้คือ การเชื่อมโยงซัพพลายเชนเข้าด้วยกัน ในช่วงเวลาที่อินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ทุกอย่าง (IoT) มีบทบาทสำคัญต่อระบบอัตโนมัติ ซัพพลายเชนแทบทุกภาคส่วนก็สามารถเชื่อมถึงกันได้แล้วเช่นกัน หมายความว่า ซอฟต์แวร์อัจฉริยะจะสามารถติดตามและควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งทำให้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง บล็อกเชนเข้ามามีบทบาทในโลกของระบบอัตโนมัติ และสามารถยืนยันการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ รวมถึงการเน้นย้ำความถูกต้องและปลอดภัยของซัพพลายเชนอีกด้วย


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ร้านค้าหยิบสินค้าตามบสั่งอัตโนมัติ แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างระบบอัตโนมัติที่ข้ามกำแพงทั้งสี่ด้านได้ ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าปลายทางได้มากขึ้น

Dr. Baur กล่าวว่า “ย่างก้าวที่สำคัญก้าวต่อไปคือ การนำเทคโนโลยีบล็อคเชนเข้าสู่ซัพพลายเชน ตอนนี้เรามองว่า การนำระบบอัตโนมัติข้ามกำแพงสี่ด้านออกไปจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้ลูกค้าปลายทางติดตามสถานะสินค้าและตรวจสอบได้ว่าสินค้านั้นเป็นของแท้หรือไม่ เช่นเดียวกับกระบวนการผลิต ที่ผู้ใช้บริการปลายทาง สามารถค้นหาแหล่งที่มาของสินค้าเหล่านั้นได้”

เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อการตลาด หากแต่มีการเตรียมพร้อมอย่างจริงจังสำหรับเทคโนโลยีนี้ในอนาคตอันใกล้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Dr. Baur กล่าวว่า “หากคุณนึกถึงโซลูชันในอนาคต และเมืองอัจฉริยะที่มีอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะประเทศสิงค์โปร์ เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แน่นอนว่า การที่จะทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ถนนหรืออาคารเท่านั้น แต่รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ข้อมูล และซัพพลายเชน เนื่องจาก ผู้คนกำลังโยกย้ายเข้าสู่ศูนย์กลางของเมืองใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายในภายภาคหน้า และให้ความสำคัญกับการสร้างเมืองและและซัพพลายเชนที่พร้อมรองรับสิ่งเหล่านี้ และผมก็หวังว่าความพยายามของเราจะสามารถช่วยลดความหนาแน่นของการจราจร คุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเมืองด้วย”

Dr. Baur กล่าวว่า “ย่างก้าวที่สำคัญก้าวต่อไปคือ การนำเทคโนโลยีบล็อคเชนเข้าสู่ซัพพลายเชน ตอนนี้เรามองว่า การนำระบบอัตโนมัติข้ามกำแพงสี่ด้านออกไปจะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีนี้สามารถทำให้ลูกค้าปลายทางติดตามสถานะสินค้าและตรวจสอบได้ว่าสินค้านั้นเป็นของแท้หรือไม่ เช่นเดียวกับกระบวนการผลิต ที่ผู้ใช้บริการปลายทาง สามารถค้นหาแหล่งที่มาของสินค้าเหล่านั้นได้”

เรื่องราวเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อการตลาด หากแต่มีการเตรียมพร้อมอย่างจริงจังสำหรับเทคโนโลยีนี้ในอนาคตอันใกล้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Dr. Baur กล่าวว่า “หากคุณนึกถึงโซลูชันในอนาคต และเมืองอัจฉริยะที่มีอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะประเทศสิงค์โปร์ เทคโนโลยีดังกล่าวนั้นมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แน่นอนว่า การที่จะทำให้เรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ถนนหรืออาคารเท่านั้น แต่รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต ข้อมูล และซัพพลายเชน เนื่องจาก ผู้คนกำลังโยกย้ายเข้าสู่ศูนย์กลางของเมืองใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เราจึงต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายในภายภาคหน้า และให้ความสำคัญกับการสร้างเมืองและและซัพพลายเชนที่พร้อมรองรับสิ่งเหล่านี้ และผมก็หวังว่าความพยายามของเราจะสามารถช่วยลดความหนาแน่นของการจราจร คุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเมืองด้วย”