สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เผยการส่งออกเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีมูลค่า 21,409.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง -2.15 เปอร์เซ็นต์ การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 676,838 ล้านบาท ลดลง -2.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีมูลค่า 18,197 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง -9.4 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 583,094 ล้านบาท ลดลง -10.2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้ เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกินดุลการค้า 3,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 93,745 ล้านบาท แต่เมื่อหักทองคำและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันออก พบว่า มูลค่าการส่งออกเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ติดลบถึง -8 เปอร์เซ็นต์ ภาพรวมช่วงเดือนม.ค.- มิ.ย. ปี 2019 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 122,971 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง -2.9 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 3,881,308 ล้านบาท ลดลง -2.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 119,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง -2.4 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นมูลค่า 3,812,240 ล้านบาท ลดลง -2.1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เดือนม.ค.- มิ.ย. ปี 2019 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 3,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 69,068 ล้านบาท

ทั้งนี้ สรท.คงคาดการณ์การส่งออกปี 2019 เติบโตติดลบ 1 เปอร์เซ็นต์ บนสมมติฐานค่าเงินบาท 33.0 (± 0.5) บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ผลกระทบจากสงครามการค้าอาจทำให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากนโยบายการสนับสนุนการลงทุนตาม FTA อาเซียน-ฮ่องกง การส่งออกยังคงกระจายตลาดใหม่ที่หลากหลายเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น สวิสเซอร์แลนด์ อินเดีย CLMV โดยเฉพาะกลุ่นสินค้าเครื่องสำอาง เครื่องดื่มน้ำผลไม้ และความชัดเจนและความมีเสถียรภาพทางการเมืองไทยจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเร่งด่วนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าและนักลงทุนได้มากขึ้น จากผลการเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญประกอบด้วย บรรยากาศการค้าโลก ผลจากสงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจของคู่ค้าหลักชะลอตัวและโดยฉพาะสินค้าที่อยู่ในโซ่อุปทานของจีน เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รวมถึงข้อพิพาททางการค้าคู่ใหม่ ล่าสุด สหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ก.ย. ประกอบด้วย สินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น อาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Smartphone and parts) เสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ และของเล่น ท่าทีที่แข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหรัฐราชอาณาจักรต่อกรณี Hard Brexit (No Deal) ทำให้บรรยากาศทางการค้าอาจไม่ดีเท่าที่ควรและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง สถิติต่ำสุดในรอบ 28 เดือน โดยกำหนดเส้นตายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เวียดนามซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้า สามารถเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี เวียดนาม-อียู ทำให้เกิดการลงทุนและการได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากขึ้น ซึ่งอาจลดส่วนแบ่งทางการตลาดของไทยโดยเฉพาะตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าและรองเท้า สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบเฮอร์มุซของประเทศอิหร่านและชาติตะวันตกทั้งยุโรปและสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันให้ราคาน้ำมันอยู่ระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงทั้งด้านเส้นทางเดินเรือและต้นทุนที่ต้องจัดการมากขึ้น สถานการณ์ความขัดแย้งในฮ่องกง เริ่มทวีความรุนแรงส่งผลต่อการบริโภคในประเทศและการลดปริมาณคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยเนื่องจากธุรกิจต้องหยุดชะงัก สถานการณ์ในประเทศ สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบันเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากปรากฎการณ์เอลนินโญ่และกระทบต่อปริมาณผลผลิตพืชผลทางการเกษตรในช่วง Q3/62 อาจขาดแคลนและส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปปรับตัวลดลง โดยเฉพาะตลาดจีนที่มีการนำเข้าผักและผลไม้จากไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยกดดันภายนอกและปัจจัยภายใน เช่น ไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็น safe haven ทำให้สถานการณ์ค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นมากกว่าร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน กระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกทันที