บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร เดินหน้าขยายธุรกิจในตอนใต้ของประเทศจีน พร้อมยกระดับการขนส่งด้วยการลงทุนต่อตู้สินค้าที่สามารถรองรับสินค้าได้ทั้งแบบแห้งและเย็น อีกทั้งยังขยายฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมด้วยบริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน และเน้นการออกแบบโซลูชั่นที่ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้ใช้บริการ

คุณชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด เผยว่า ในช่วงกลางปี 2019 บริษัทฯ ได้เริ่มลงทุนเปิดตลาดในประเทศจีนตอนใต้ ด้วยการเปิดสำนักงานในเมือง Shenzhen โดยได้รับผลการตอบรับอย่างดี ทั้งนี้ ในอนาคต บริษัทฯ ยังมีแผนขยายบริการขนส่งสินค้าไปสู่เมือง Shanghai อีกด้วย โดยบริการนี้จะใช้เส้นทางการขนส่งภาคพื้นผ่านประเทศสิงค์โปร์ ลาว เวียดนาม และเข้าสู่ประเทศจีน ไปยังเมือง Shanghai ซึ่งการขนส่งตามเส้นทางและด้วยรูปแบบการขนส่งเช่นนี้ จะช่วยลดเวลาการขนส่งไปอย่างมากเมื่อเทียบกับการขนส่งสินค้าทางทะเล และยังช่วยลดต้นทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับการขนส่งทางอากาศ บริการนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการขนส่งสินค้าจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังจีนตอนใต้ ที่ใช้เวลาขนส่งทั้งหมดเพียง 5-6 วัน

นอกจากการขยายบริการในด้านการขนส่งข้ามพรมแดน (Cross-Border Transport Service) ตามโครงการ Belt and Road initiative แล้ว WICE ยังลงทุนสั่งผลิตตู้สินค้าควบคุมอุณหภูมิขนาดพิเศษ 45 ฟุต เพื่อส่งเสริมการขนส่งสินค้าหลากหลายรูปแบบในปริมาณมาก และสั่งผลิตตู้สินค้าแบบต่อกัน หรือ Double Rack เพื่อรองรับสินค้าแบบไม่เต็มตู้ สำหรับผู้ส่งออกที่ต้องการขนส่งสินค้าปริมาณไม่มากเช่นกัน โดยการขนส่งชิปเมนท์ประเภทเต็มตู้ (FCL) จะมีบริการส่งออกทุกวัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบริษัท WICE จะเน้นให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทางทะเลและทางอากาศเป็นส่วนใหญ่ แต่ในอนาคต บริษัทฯ มีแผนที่จะปรับปรุงบริการให้ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน ซึ่งรวมถึงการออกแบบโซลูชันให้แก่ผู้ใช้บริการด้วย โดยคุณชูเดช ได้กล่าวถึงแผนงานนี้ว่า “การให้บริการโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความโปร่งใสของธุรกิจ ด้วยการดูแลจากทีมปฏิบัติการที่เข้าใจลักษณะธุรกิจของลูกค้าเป็นอย่างดี” ทั้งนี้ ปัจจุบัน WICE มีฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องยนต์เป็นหลัก ซึ่งในอนาคต บริษัทจะขยายบริการที่ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ อุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ และสินค้าที่มีมูลค่าสูงต่อไป

ในส่วนของสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เช่นเรื่องของสงครามการค้าหรือ Trade War คุณชูเดช มีความเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะทำเกิดการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ มายังเอเชียตะวันออกใต้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การขนส่งสินค้าประเภทเครื่องจักรมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economics Corridor (EEC) ที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการส่งออกจากไทย การขยายบริการในจีนตอนใต้ของบริษัทฯ จึงมีแนวโน้มที่จะมีการเติบโตถึง 10-12 เปอร์เซนต์ ในปี 2019 เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่มีการเติบโต 2-3 เปอร์เซ็นต์

“บริการของเราไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกในด้านการขนส่งให้แก่ลูกค้า แต่เรายังให้คำปรึกษาแก่ลูกค้าอีกด้วย เราเข้าใจดีว่า เมื่อเวลาลูกค้าประสบปัญหาธุรกิจ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายเสมอไป เพราะยังมีปัญหาเฉพาะด้านของอุตสาหกรรมนั้นๆ ด้วย ซึ่งเราสามารถเข้าใจปัญหาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาได้เสมอ” คุณชูเดช กล่าว